News 2042560

แนะปรับโครงสร้างภาษีรับธุรกิจออนไลน์


  • วันที่ 23 พฤศจิกายน สำนักข่าวไทย รายงานว่านายกิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ด้านเศรษฐกิจ กล่าวในงานสัมมนา  “ความสำคัญของภาษีต่อเศรษฐกิจยุคดิจิทัล”  ว่า  ไทยมีอนุสัญญาภาษีซ้อนกับหลายประเทศ ดังนั้น การเรียกเก็บภาษีจากออนไลน์ จึงต้องศึกษาแนวทางจัดเก็บจากต่างประเทศ  เมื่อการค้าขายผ่านออนไลน์เติบโตมากขึ้น จึงต้องพัฒนาระบบทุกด้านรองรับ  ทั้งแอพพลิเคชั่น การซื้อขายสินค้า เพื่อรับข้อมูล ทั้งใบเสร็จ ข้อมูลการขายสินค้า เพื่อให้ทุกรายการเข้าสู่ระบบ อบรมผู้ประกอบการจัดทำบัญชี เมื่อผู้ประกอบการซื้อขายสินค้าออนไลน์คล่องมากขึ้น จากนั้นค่อยพิจารณาจัดเก็บ เบื้องต้นแบบขั้นต่ำเพียงเล็กน้อยไม่ให้เป็นภาระสูงมาก เช่น 1,000 บาท หากผู้ประกอบการรายย่อย 10 ล้านคน ยังได้ภาษีจำนวนมากและยังขยายฐานภาษีได้เพิ่ม ดังนั้น จึงต้องปรับโครงสร้างระบบภาษีอีกรอบรองรับการค้าผ่านออนไลน์ 
  • นายปริญญ์ พานิชภักดิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ ซีแอลเอสเอ (ประเทศไทย) จำกัด ยอมรับว่าการขายสินค้าต้องเสียภาษี แต่ขณะนี้การค้าขายผ่านออนไลน์กำลังเติบโต ดังนั้น ช่วงแรกต้องเน้นการส่งเสริมให้เกิดการลงทุน เพื่อไม่ให้เสียเปรียบประเทศเพื่อนบ้านหรือประเทศอื่น จึงต้องพิจารณาหลายมิติ ไม่ใช่เพียงมุ่งจัดเก็บภาษีเพียงอย่างเดียว เพื่อต้องการส่งเสริมให้เอกชนรายใหญ่เข้ามาขยายการลงทุน จากนั้นจึงกำหนดแผนการจัดเก็บภาษี เพราะบริษัทยักษ์ใหญ่จากทั่วโลก ทั้งเฟสบุ๊ค ไลน์ อาลีบาบา ต่างพร้อมเสียภาษีจากการขายสินค้า แต่เบื้องต้นควรหาทางอุดช่องโหว่ เช่น การลักลอบใช้ช่องโหว่ให้สิทธิ์ของรายย่อยนำเข้าสินค้าไม่เกิน 1,500 บาทไม่ต้องเสียภาษี จึงแอบลักลอบใช้ช่องทางดังกล่าวจำนวนมาก นอกจากนี้ ต้องบูรณาการทุกหน่วยงานร่วมกัน เมื่อส่งเสริมพัฒนาสมบูรณ์แล้ว จึงออกข้อกำหนดเรื่องภาษีเพื่อให้เกิดความเป็นธรรม
  • นายโรเบิร์ต เคป์ ผู้อำนวยการ ดิ อีโคโนมิสต์ คอร์เปอรต เน็ตเวิร์ค กล่าวว่า จากบทเรียนในฝรั่งเศสตรวจสอบภาษีดิจิทัลย้อนหลัง เพื่อเรียกเก็บภาษีจาก Google มูลค่า 11,000 ล้านยูโร หรือประมาณ 42,500 ล้านบาท ศาลได้พิจารณาตัดสินไม่ให้บริษัทของ Google ต้องจ่ายภาษีในช่วงปี 2548-2553 เพราะไม่ได้อยู่ภายใต้กฎหมายนิติบุคคลและมูลค่าเพิ่ม เพราะไม่ได้ปิดการขายในฝรั่งเศส จึงไม่สามารถจัดเก็บภาษีได้ ดังนั้น การขายสินค้าออนไลน์ของไทย จึงต้องพิจารณาคู่แข่งของประเทศเพื่อนบ้านอย่างสิงคโปร์ และประเทศอื่นด้วยเช่นกัน

ภาพ และข้อมูลจาก